ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0


ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0

ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0 – เมื่อกลางปี 2559 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ออกนโยบายหนึ่งออกมา ซึ่งเห็นว่าเป็นนโยบายที่สนับสนุนวงการเกษตรแบบพลิกแนวคิดไปเลย ที่ผมให้ความสนใจนั้นคือไม่ใช่นโยบายที่พยุงราคาผลผลิตพืชเกษตรอย่างที่แล้ว ๆ มาแต่อย่างใด แต่เป็นนโยบายที่ปรับเปลี่ยนวิธีคิดการทำเกษตรแบบเดิมไปเลย นั่นก็คือ Thailand 4.0

แล้วกว่าจะมาถึงยุค 4.0 เราผ่านยุคอะไรมาบ้าง

  • ยุค 1.0 เน้นการเกษตรเป็นหลัก ผลิตและขายพืชไร่ พืชสวน ส่วนมากเป็นพืชเชิงเดี่ยว
  • ยุค 2.0 เน้นอุตสาหกรรมเบา
  • ยุค 3.0 เน้นอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก
  • ยุค 4.0 เน้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม Value-Based Economy
ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0

ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0

ยุทธศาสตร์ของเกษตร 4.0

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวว่า เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาในระยะยาว จำเป็นต้องมีกรอบการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศระยะ 20 ปี โดยได้วางแผนระยะยาวไว้ 10 ข้อดังนี้

  1. ส่งเสริมเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
  2. เพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ
  3. คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมรวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย1
  4. แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร
  5. พัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบที่มีอยู่ให้ทันสมัย
  6. เน้นทำปศุสัตว์แปลงใหญ่ให้ความสำคัญกับอาหารสุขภาพ
  7. เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
  8. ปรับการผลิตให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  9. เน้นทำวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น
  10. บูรณาการการทำงานร่วมกันในทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติ

ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวอันดับต้นๆของโลก โดยแต่ละปีเราสามารถผลิตข้าวเฉลี่ย 56-57 ล้านตันข้าวเปลือก และทำรายได้จากการส่งออกข้าวปีละกว่า 200,000 ล้านบาท อีกทั้งข้าวยังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 4.16 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 65 ของเกษตรกรทั่วประเทศ และมีพื้นที่ปลูกรวม 69.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.80 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 138 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม นับจากปี 2555 ที่ประเทศอินเดียและจีน ซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าข้าวจากประเทศไทย สามารถผลิตข้าวขาวได้มากขึ้นจนเกินความต้องการบริโภคในประเทศ และมีปริมาณสต็อกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำการระบายข้าวขาวออกสู่ตลาดโลก นอกจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดปรับตัวลดลงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกข้าวขาวของไทยอีกด้วย ล่าสุดจากข้อมูลของสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์พบว่า ปริมาณการส่งออกข้าวขาวของไทยในครึ่งปีแรกของปี 2562 ลดลงถึง 1,062.02 ล้านตัวหรือคิดเป็นร้อยละ 19.6 ขณะที่ครึ่งปีแรกของปีนี้ประเทศอินเดียสามารถส่งออกข้าวขาวได้ 12 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ส่วนประเทศจีนสามารถส่งออกข้าวขาวได้ 3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 45.6

ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0

การนำเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและเรื่องเกษตรแม่นยำ(precision agriculture) มาใช้ในกระบวนการผลิตข้าว ทำให้จีนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหม่ที่ถูกจับตามองในกลุ่มประเทศผู้ส่งออก เพราะนอกจากสต็อกข้าวของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้ว ผลผลิตข้าวเฉลี่ยยังสูงถึง 1,091 กก./ไร่ เช่นดียวกับประเทศอินเดียและเวียดนามที่ปรับปรุงพันธุ์ข้าวควบคู่ไปกับการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ผลผลิตเฉลี่ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 629 กก./ไร่ และ 939 กก./ไร่ ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่ของเราอยู่นอกเขตประทาน และยังมีข้อจำกัดในการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 473 กก./ไร่เท่านั้น

ประเทศผู้ผลิตข้าวรายอื่นๆให้ความสำคัญกับเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ การใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะเกษตรกรรมยุคใหม่ไม่ใช่การทำเกษตรแบบดั้งเดิม ที่ปล่อยให้ธรรมชาติดูแล และอาศัยแรงงานคน แต่เป็นการผลิตที่ต้องใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมในการกระบวนการผลิต ที่เรียกว่าเกษตรแม่นยำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรได้ ดังนั้นนอกจากการสนับสนุนเรื่องนาแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มพัฒนาศักยภาพการผลิตที่ดำเนินการอยู่ รัฐบาลควรสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านั้นร่วมกันนำเครื่องจักรกลการเกษตร และเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตข้าวไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายอื่นได้

ขณะเดียวกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการส่งออกข้าว รัฐบาลควรสนับสนุนให้เกษตรกรบางพื้นที่ปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวทับทิมชุมแพและข้าวลืมผัว รวมทั้งข้าว กข.4 พันธุ์ข้าวขาวน้ำตาลน้อย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม กับ เกษตร 4.0

ในส่วนของเกษตรกรนอกจากเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแล้ว ควรปรับรูปแบบการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงด้วยการปลูกพืชแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกไม้มีค่าเช่น สัก พะยูง มะค่าฯ เพื่อสร้างหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนบนผืนดินในระยะยาว เพราะปัจจุบันกรมป่าไม้อนุญาตให้เกษตรกรและเอกชนสามารถตัดไม้มีค่าที่ปลูกบนที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ได้แล้ว

ถึงแม้สินค้าเกษตรจะเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรง แต่ถ้าเกษตรกรเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และสามารถนำนวัตกรรม-เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการบริหารจัดการการผลิตให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของบริโภคทั่วโลก ภาคการเกษตรไทยจะยังเติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศไทยได้อีกมาก

บทความน่าสนใจกับ เทคนิคการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และบทความที่เอาใจคนที่เป็นโรคหอบหืดกับ กีฬา 6 ชนิด ที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคหอบหืด